จีน-สหรัฐฯ ตึงเครียด ทำสงครามการค้าส่อลากยาว ไทยอาจโดนหางเลข
กรณี "แนนซี เพโลซี" ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ขึ้นเครื่องบินเดินทางไปยังไทเป ประเทศไต้หวัน ในช่วงค่ำคืนวานนี้ (3 ส.ค. 2565) เครื่องบินโบอิ้ง C-40 C ,SPAR19 ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ถือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนแรกของสหรัฐฯในรอบ 25 ปี ที่เดินทางไปเยือนไต้หวัน ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีน กับสหรัฐฯ
โดยถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ติดตาม 2 แง่มุม คือ มุมของความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการใช้กำลังระหว่างประเทศ และในมุมของการค้าระหว่างประเทศ อย่างน้อยที่สุดทำให้ความคาดหวังว่ากำแพงภาษีระหว่าง สหรัฐฯ-จีน (Trade War) ที่คาดว่าจะผ่อนคลาย อาจต้องล้มเลิกไป.
ล่าสุดจีน เตรียมตอบโต้การมาเยือนไต้หวันของ เพโลซี ด้วยการประกาศซ้อมรบทางการทหารในวันที่ 4-7 ส.ค. นี้ ในน่านน้ำ และน่านฟ้าล้อมรอบทุกด้านของไต้หวัน พร้อมแจ้งเตือนห้ามเรือและเครื่องบินทุกลำ รุกล้ำเข้าเขตระหว่างการซ้อมรบ
ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัส มองว่า สถานการณ์ดังกล่าว ได้สร้างความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและจีนในไต้หวันมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามการพัฒนาการต่อไป แต่อาจสร้างความเสี่ยงในเชิงเศรษฐกิจเพิ่มเติม ภายหลัง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ (IMF) เพิ่งปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลก (GDP) ของปี 2565 จากเดิม 3.6% ลดลงเหลือ 3.2%
ด้านผลกระทบต่อประเทศไทย ในกรณีที่เลวร้าย อาจจะมีความเสี่ยงที่ทำให้การค้าระหว่างประเทศสะดุดลง โดยโครงสร้าง GDP มาจากภาคการส่งออกราว 68% ซึ่งมีสัดส่วนการค้ากับจีนมากสุดราว 1.28 แสนล้านเหรียญในปี 2021 หรือคิดเป็น 22% ของประเทศคู่ค้าทั้งหมด และสหรัฐฯ มีสัดส่วนการค้ากับไทยเป็นอันดับที่ 3 ราว 6.1 หมื่นล้านเหรียญ หรือคิดเป็นสัดส่วน 11% ของประเทศคู่ค้าทั้งหมด ทั้งนี้หากรวมสัดส่วนการค้าทั้ง 2 ประเทศ เท่ากับ 33% หรือ 1 ใน 3 ของ ประเทศคู่ค้าทั้งหมดของไทย
สำหรับความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีน-สหรัฐฯกลับมาอีกครั้ง อาจเปิด Downside ต่อประมาณการเศรษฐกิจโลกรวมถึงไทย ที่มีสัดส่วนการค้ารวมทั้ง 2 ประเทศ อยู่ที่ 33% หรือ 1 ใน 3 ของประเทศคู่ค้าทั้งหมดของไทย
ขณะที่ประเด็นยกเลิกกำแพงภาษี อาจมีความเสี่ยงที่จะถูกยกเลิกและยืดเยื้อออกไป ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีน-สหรัฐฯ ฝ่ายวิจัยฯ ทำการศึกษาในเชิงเปรียบเทียบ เพื่อการเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าว ในช่วงที่ตลาดเกิดแรงกดดันจากการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐในทุก ๆ รอบ กดดัน SET Index มีการปรับฐานเฉลี่ยราว -10% ต่อรอบ
- การขึ้นภาษีรอบที่ 1 – 2 วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท (กดดันตลาดเดือน พ.ค. - มิ.ย.61) SET Index ปรับตัวลงเฉลี่ย -10.4%
- การขึ้นภาษีรอบที่ 3 วงเงิน 2.0 แสนล้านบาท (กดดันตลาดเดือน ต.ค. - ธ.ค.61) SET Index ปรับตัวลงเฉลี่ย -11%
- การขึ้นภาษีรอบที่ 4 วงเงิน 1.1 แสนล้านบาท (กดดันตลาดเดือน ส.ค. - ธ.ค. 62) SET Index ปรับตัวลงเฉลี่ย -8.1%
พร้อมกับกระแสเงินลงทุน (Fund Flow) ที่ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยในระดับเกือบ 80,000 – 100,000 แสนล้านบาท และหากพิจารณเป็นรายกลุ่มพบว่า หลาย ๆ กลุ่มส่วนใหญ่ถูกกัดดันแรงกว่าตลาด แต่ยังมีกลุ่มที่วิ่งได้ดีอยู่ อาทิกลุ่ม HELTH, TRANS, BANK, FIN เป็นต้น
วันนี้ SET Index น่าจะพักฐานมี 1,575 จุด เป็นแนวรับแรก และระดับถัดไปที่ 1,565 จุด แนวต้าน 1600 จุด
“แนนซี เพโลซี” แจงเหตุผลชัด ๆ ทำไมต้องไปเยือนไต้หวันให้ได้?
“ค่าเงินบาทเช้านี้อ่อนค่าลง” เปิดที่ 36.22 บาท/ดอลลาร์
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB